แรงตก ยกไม่ขึ้น รถตักล้อยางต้องเช็กอะไร?

แรงตก ยกไม่ขึ้น รถตักล้อยางต้องเช็กอะไร?

ระบบไฮดรอลิกคือหัวใจสำคัญของงานตัก งัด ยก

รถตักล้อยาง

เป็นเครื่องจักรที่ต้องทำงานกับวัสดุหนักแทบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการตักหิน ตักทราย ตักดิน ตักข้าว ตักมันสำปะหลัง ตักปาล์ม หรือเคลื่อนย้ายวัสดุในโรงงาน หนึ่งในอาการที่ผู้ใช้งานไม่อยากเจอมากที่สุดคือ “แรงตก ยกไม่ขึ้น ตักไม่เข้า งัดวัสดุได้ไม่เต็มกำลัง”  เมื่อเกิดอาการเหล่านี้ หลายคนอาจนึกถึงเครื่องยนต์เป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง อีกหนึ่งระบบที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากคือ ระบบไฮดรอลิกของรถตักล้อยาง เพราะเป็นระบบที่ถ่ายทอดกำลังไปยังแขนตักและบุ้งกี๋ เพื่อให้สามารถ ตัก งัด ยก และเทวัสดุได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง ดังนั้น หากต้องการให้รถตักทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ระบบไฮดรอลิกจึงเป็นหนึ่งในจุดที่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกซื้อ การใช้งาน ไปจนถึงการตรวจเช็กและบำรุงรักษา

ระบบไฮดรอลิกในรถตักล้อยางสำคัญอย่างไร?

หน้าที่ของรถตักล้อยางไม่ได้มีเพียงแค่การขับเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่ต้องสามารถควบคุมอุปกรณ์ทำงานด้านหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวลาคนขับสั่งยกแขน กระดกบุ้งกี๋ งัดวัสดุ หรือเทวัสดุลงรถบรรทุก ระบบไฮดรอลิกจะเข้ามาทำหน้าที่โดยตรง กำลังจากระบบจะถูกส่งผ่านน้ำมันไฮดรอลิกไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ปั๊ม วาล์ว และกระบอกไฮดรอลิก เพื่อสร้างแรงสำหรับขยับแขนตักและบุ้งกี๋ตามคำสั่งของผู้ขับ รถตักที่มีระบบไฮดรอลิกทำงานสมบูรณ์ จึงควรช่วยมี

  • แรงตักที่เพียงพอ
  • แรงงัดสำหรับวัสดุที่มีน้ำหนักมาก
  • กำลังยกที่สม่ำเสมอ
  • การควบคุมที่แม่นยำ
  • การคอบสนองของแขนตักที่เหมาะสม
  • การทำงานต่อเนื่องโดยกำลังไม่ตกผิดปกติ

โดยเฉพาะหน้างานเหมือง โรงโม่ ลานวัสดุ หรือโรงงานที่ต้องตักของหนักต่อเนื่อง ระบบไฮดรอลิกที่ตอบสนองดีมีผลโดยตรงต่อจำนวนรอบงานและประสิทธิภาพของเครื่องจักรในแต่ละวัน

ระบบไฮดรอลิก
ระบบไฮดรอลิกในรถตักล้อยาง

“แรงตก ยกไม่ขึ้น” ไม่ควรปล่อยผ่าน

รถตักล้อยางที่เคยตักวัสดุได้ตามปกติ เริ่มมีอาการยกช้าลง ยกของหนักไม่ขึ้น บุ้งกี๋งัดวัสดุได้ไม่เต็มกำลัง หรือการตอบสนองของแขนตักผิดไปจากเดิม ควรรีบตรวจสอบหาสาเหตุ เพราะอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับระบบไฮดรอลิกได้หลายจุด เช่น

1.ระดับน้ำมันไฮดรอลิกไม่เหมาะสม

น้ำมันไฮดรอลิกเป็นตัวกลางสำคัญในการส่งแรงดัน หากระดับน้ำมันต่ำกว่าที่กำหนด ระบบอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงอาจเกิดอากาศเข้าสู่ระบบได้

ดังนั้นผู้ใช้งานควรตรวจสอบระดับน้ำมันตามระยะและวิธีที่ผู้ผลิตกำหนด

2.น้ำมันไฮดรอลิกเสื่อมสภาพหรือปนเปื้อน

รถตักจำนวนมากทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ดิน ทราย หรือเศษวัสดุ การปนเปื้อนในระบบไฮดรอลิกสามารถส่งผลต่อวาล์ว ปั๊ม และชิ้นส่วนภายในได้

น้ำมันที่เสื่อมคุณภาพยังอาจสูญเสียคุณสมบัติด้านการหล่อลื่นและการถ่ายทอดแรงดัน ทำให้การทำงานของระบบไม่เต็มประสิทธิภาพ

3.ไส้กรองไฮดรอลิกอุดตัน

หน้าที่ของไส้กรองคือช่วยกรองสิ่งสกปรกออกจากน้ำมันก่อนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ หากไส้กรองมีการอุดตันมากเกินไป อัตราการไหลของน้ำมันอาจได้รับผลกระทบ

เมื่อการไหลของน้ำมันไม่เป็นไปตามที่ระบบต้องการ การตอบสนองของแขนและบุ้งกี๋ก็อาจช้าหรือผิดปกติได้

4.มีการรั่วซึมในระบบ

รอยรั่วบริเวณสายไฮดรอลิก ข้อต่อ ซีล หรือกระบอกไฮดรอลิก ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากทำให้น้ำมันลดลงแล้ว ยังอาจทำให้ระบบรักษาแรงดันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

หากพบคราบน้ำมันบริเวณอุปกรณ์ ควรตรวจสอบโดยช่างผู้เชี่ยวชาญก่อนที่ปัญหาจะขยายวงกว้าง

5.ปั๊มไฮดรอลิกทำงานผิดปกติ

ปั๊มไฮดรอลิกเป็นอีกหนึ่งหัวใจของระบบ หากปั๊มไม่สามารถสร้างอัตราการไหลหรือแรงดันได้ตามที่ออกแบบไว้ ประสิทธิภาพในการยก ตัก และงัดวัสดุอาจลดลง

การวิเคราะห์ปัญหาในส่วนนี้ควรใช้เครื่องมือวัดและดำเนินการโดยช่างที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบไฮดรอลิกโดยเฉพาะ

รถตักล้อยางที่ดี ไม่ได้มีแค่ “แรง” แต่ต้องควบคุมแรงได้แม่นยำ

เวลาพูดถึงรถตักสำหรับงานหนัก ผู้ใช้งานมักสนใจแรงม้า ขนาดบุ้งกี๋ หรือน้ำหนักยกเป็นอันดับแรก แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การควบคุมกำลังของระบบไฮดรอลิก  เพราะรถตักไม่ได้ทำงานด้วยการยกขึ้นและลงเพียงอย่างเดียว ในหนึ่งรอบการทำงาน คนขับอาจต้องพุ่งเข้ากองวัสดุ งัดวัสดุขึ้น กระดกบุ้งกี๋ ยกแขน เคลื่อนตัวไปยังจุดเท จากนั้นควบคุมระดับความสูงและองศาบุ้งกี๋เพื่อเทวัสดุอย่างแม่นยำ

ทุกขั้นตอนต้องอาศัยการประสานกันระหว่างระบบขับเคลื่อน

  • ระบบควบคุม
  • ระบบไฮดรอลิกหากไฮดรอลิกตอบสนองช้าเกินไป รอบงานจะเพิ่มขึ้นหากควบคุมไม่ละเอียด
  • การตักและเทวัสดุอาจทำได้ยากขึ้น และหากแรงดันไม่เพียงพอ
  • รถอาจไม่สามารถใช้ศักยภาพของเครื่องจักรได้เต็มที่ แม้ว่าจะมีกำลังเครื่องยนต์หรือมอเตอร์สูงก็ตาม

งานตัก ต้องการแรงที่ต่อเนื่อง

การตักวัสดุขึ้นอยู่กับทั้งลักษณะของวัสดุและรูปแบบหน้างาน วัสดุเบาอย่างข้าวเปลือก ไม้สับ หรือวัสดุชีวมวล อาจเน้นปริมาตรของบุ้งกี๋และความรวดเร็วในการยก ขณะที่งานหิน ทราย ดินอัดแน่น หรือวัสดุในเหมือง จะต้องการแรงในการพุ่งเข้ากองและแรงงัดที่มากขึ้น  ดังนั้นระบบไฮดรอลิกต้องสามารถส่งกำลังได้สอดคล้องกับโหลดที่เปลี่ยนไปในแต่ละจังหวะของการทำงาน

งานงัด คือช่วงที่ระบบต้องรับภาระสูง

จังหวะสำคัญของรถตักคือการงัดวัสดุออกจากกอง โดยเฉพาะหิน ดินแข็ง ทรายที่อัดตัว หรือวัสดุที่มีน้ำหนักมาก การงัดต้องอาศัยทั้งกำลังจากตัวรถและแรงจากกระบอกไฮดรอลิก  หากระบบไฮดรอลิกไม่สมบูรณ์ คนขับอาจรู้สึกได้ว่าบุ้งกี๋กระดกไม่ขึ้น ต้องถอยแล้วตักใหม่หลายครั้ง หรือไม่สามารถเติมวัสดุเข้าบุ้งกี๋ได้เต็มเหมือนเดิม

งานยก ต้องการทั้งกำลังและความนิ่ง

เมื่อรถตักยกวัสดุขึ้นสูงเพื่อเทลงรถบรรทุก ฮอปเปอร์ หรือคอกวัสดุ ระบบไฮดรอลิกจะต้องสามารถรักษาการทำงานของแขนตักได้อย่างมั่นคง ยิ่งเป็นรถตักแบบ Long Arm หรือ Super Long Arm ที่ออกแบบให้ยกสูงกว่ารถแขนมาตรฐาน การออกแบบระบบไฮดรอลิกและโครงสร้างยิ่งมีความสำคัญ ผู้ประกอบการจึงควรเลือกรถตักให้เหมาะกับประเภทวัสดุ น้ำหนักบรรทุก ความสูงในการเท และจำนวนชั่วโมงการทำงานจริง ไม่ควรพิจารณาเฉพาะขนาดบุ้งกี๋เพียงอย่างเดียว

ดูแลระบบไฮดรอลิกอย่างไร ให้รถตักพร้อมทำงานทุกวัน?

การบำรุงรักษาเชิงป้องกันช่วยลดโอกาสเกิดอาการแรงตกหรือยกไม่ขึ้นระหว่างทำงานได้ สิ่งที่ควรตรวจสอบเป็นประจำ ได้แก่ ระดับน้ำมันไฮดรอลิก สภาพน้ำมัน จุดรั่วซึมตามสายและข้อต่อ สภาพกระบอกไฮดรอลิก รวมถึงการเปลี่ยนไส้กรองและน้ำมันตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด นอกจากนี้ คนขับควรสังเกตพฤติกรรมของรถทุกวัน หากพบว่าแขนยกช้ากว่าปกติ มีเสียงผิดปกติ ระบบกระตุก หรือกำลังยกลดลง ไม่ควรฝืนใช้งานหนักต่อเนื่องโดยไม่ตรวจสอบ การแก้ไขตั้งแต่ระยะแรกมักช่วยลดความเสียหายต่อเนื่องไปยังอุปกรณ์ส่วนอื่นของระบบได้

เลือกรถตักล้อยาง ต้องดูมากกว่ากำลังเครื่องยนต์

รถตักล้อยางหนึ่งคัน อย่าดูเพียงว่าเครื่องยนต์กี่แรงม้า หรือบุ้งกี๋ใหญ่กี่คิว  ควรพิจารณาร่วมกันทั้งระบบ เช่น กำลังตัก + กำลังงัด + กำลังยก + ระบบไฮดรอลิก + ระบบขับเคลื่อน + โครงสร้างแขนตัก + ความเหมาะสมกับหน้างาน เพราะรถที่มีสเปกสูงไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกงาน หากเลือกเครื่องจักรไม่ตรงกับวัสดุหรือรูปแบบการใช้งาน ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพที่ได้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

รถตักล้อยาง LiuGong มีให้เลือกหลากหลายขนาด ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและรุ่นพลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับตั้งแต่งานเกษตร ลานรับซื้อพืชผล โรงไม้สับ โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงงานเหมืองและโรงโม่

สิ่งสำคัญคือการเลือกรุ่น รูปแบบแขน และขนาดบุ้งกี๋ให้เหมาะกับหน้างาน เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของเครื่องจักรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับงานที่ต้อง ตักหนัก งัดหนัก และยกต่อเนื่อง ระบบไฮดรอลิกที่ตอบสนองได้เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ควบคุมสามารถทำงานได้แม่นยำ ลดรอบการทำงานที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการขนย้ายวัสดุในแต่ละวัน

สรุป: แรงตก ยกไม่ขึ้น อย่ามองข้ามระบบไฮดรอลิก

รถตักแรงตก ยกไม่ขึ้น ตักไม่เต็ม หรือบุ้งกี๋งัดวัสดุได้ไม่เหมือนเดิม สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และระบบไฮดรอลิกเป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่ควรได้รับการตรวจสอบ

เพราะระบบนี้มีหน้าที่โดยตรงกับทุกจังหวะสำคัญของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ตัก งัด ยก หรือเท

การเลือกเครื่องจักรที่มีระบบเหมาะกับงาน ควบคู่กับการตรวจเช็กและบำรุงรักษาตามระยะ จะช่วยให้รถตักสามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงาน ลดโอกาสหยุดเครื่องกลางหน้างาน และพร้อมรับงานหนักได้อย่างต่อเนื่อง

หากกำลังเลือกรถตักล้อยางสำหรับงานเกษตร โรงงาน โรงโม่ หรืองานเหมือง ควรเลือกจากลักษณะงานจริง ไม่ใช่ดูแค่ขนาดหรือราคา เพราะเครื่องจักรที่เหมาะกับงานตั้งแต่แรก จะช่วยสร้างความคุ้มค่าได้ตลอดอายุการใช้งาน

สอบถามข้อมูลรถตักล้อยาง LiuGong และเลือกรุ่นให้เหมาะกับหน้างาน สามารถติดต่อ บริษัท ยนต์ตระการ เครื่องจักรกล จำกัด เพื่อขอคำแนะนำจากทีมงานได้

บทความที่น่าสนใจ

Top